วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

[Outlook for mobile] วิธีตั้งค่าให้ Sent Folder บนมือถือ Sync กับหน้าเว็บเมล


เหตุใดข้อความอีเมลบน Sent Folder ที่มือถือ ไม่ตรงกับบนหน้า Webmail ?

ต้องเรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติของการใช้งานมือถือ Smart Phone ร่วมกับ Webmail ซึ่งมือถือจะมีการตั้งค่าเป็น Default ไว้เลยว่าหากทำการส่งข้อความจากบนมือถือ ให้เก็บข้อมูลไว้ที่อุปกรณ์ที่ใช้งาน จะไม่ได้ Sync กับ Webmail มาตั้งแต่แรก

เราสามารถตั้งค่าการ sync ข้อความใน Sent Folder บนมือถือได้ดังนี้

1. ไปที่ Settings จากนั้นเลือกบัญชีอีเมลที่ต้องการตั้งค่า


2. เลือก Advanced Settings



3. เลือกโฟลเดอร์ Sent เพื่อเข้าไปตั้งค่า



4.  จากนั้นให้เลือก Folder: Sent ที่ถูกต้อง จากนั้นกดไอคอนกากบาทเพื่อกลับสู่หน้าจอหลักของ Outlook


เลือกโฟลเดอร์ Sent ให้ตรงกับหน้าเว็บเมล


5. ไปที่เมนู Mail เพื่อเช็คว่า Sent Folder ตรงกับมือถือแล้วหรือไม่
 


6. ไปที่ไอคอน Settings


7. เลือกบัญชีอีเมลที่ตั้งค่า และเปิดที่ Folder: Sent



8. ข้อความ Sent Folder ก็จะแสดงตรงกับหน้า Webmail


9. หากเลือก Folder ถูกต้อง ตรงกับ Webmail ข้อความก็จะแสดงเหมือนกับหน้า Webmail

 

บริษัท เทคโนโลยี แลนด์ จำกัด

ผู้ให้บริการอีเมลโฮสติ้งสำหรับองค์กรคุณภาพสูง

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

[ปัญหาอีเมล Blacklisted] ติด Blacklisted ของ JIPPG ได้อย่างไร


JIPPG เป็น Relay Blackhole List Project ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผู้เขียนไม่มีประวัติมากนัก สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ JIPPG.ORG

ส่วนวิธีการตรวจสอบว่า IP ของเรานั้นไปติด Blacklisted ของ JIPPG หรือไม่นั้น มีขั้นตอนดังนี้

1. เปิดเว็บไซ http://blacklist.jippg.org

กรอก IP Address ที่ต้องการตรวจสอบในช่องว่าง จากนั้นกดปุ่ม 'Query'

2. หาก IP Address ของเราติด Blacklisted ของ JIPPG ก็จะปรากฏข้อมูลดังภาพ

กรณีที่ต้องการ Delist/Remove blacklist ให้กดลิงค์ที่ 'contact postmaster'
เพื่อส่งข้อความอีเมลไปขอปลดล็อค IP Blacklisted

ถ้าพบว่า IP Address เราติด Blacklisted แน่ ๆ แล้วก็ลองส่งอีเมลไปที่ removals@blacklist.jippg.org เพื่อขอปลด Blacklist ดูได้ โดยส่วนใหญ่ผู้ดูแลระบบเขาจะดำเนินการให้ทันที

บริษัท เทคโนโลยี แลนด์ จำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Email hosting และการบริการที่ดีที่สุด



วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิธีการ Clear local DNS cache

วิธีการ Clear local DNS cache

Mac OS

- เปิดโปรแกรม Terminal.app ขึ้นมา โดยไปที่เมนู Spotlight (ค้นหา) และพิมพ์ "Terminal"
หรือ
1. เปิด Folder: Applications
2. พิมพ์ "Utilities" จากนั้นคลิกไอคอน "Terminal" ขึ้นมา


สำหรับคำสั่งในการเคลียร์แคชจะแตกต่างกันตาม version ของ OS มีรายละเอียดดังนี้

OS X El Capitan: 

sudo dscacheutil -flushcache;sudo killall -HUP mDNSResponder;echo flushed 


OS X Yosemite: 


sudo discoveryutil mdnsflushcache 

OS X Mavericks, Mountain Lion, and Lion:

sudo killall -HUP mDNSResponder 


Mac OS X v10.6: 


sudo dscacheutil -flushcache 


Windows OS

Windows XP

1. คลิกปุ่ม Start ที่ Task bar menu ด้านล่าง .

2. เลือก All Programs จากนั้นคลิกที่ Accessories และ Command Prompt ดังภาพ


3. เมื่อเปิด Command Prompt ขึ้นมาแล้วจะปรากฏหน้าต่างพื้นหลังสีดำ ให้พิมพ์คำสั่ง

ipconfig /flushdns จากนั้นกดปุ่ม Enter


4. เมื่อระบบทำการเคลียร์แคชเสร็จจะเห็นข้อความดังนี้
Successfully flushed the DNS Resolver Cache

Windows 7 or Vista:

1. คลิกที่ปุ่ม Start .

2. คลิก All Programs Accessories > คลิกขวาที่ Command Prompt และเลือก Run as Administrator: 


3. ที่หน้าต่างของ Command Prompt จะแสดงพื้นหลังสีดำให้พิมพ์คำสั่งว่า

ipconfig /flushdns และกดปุ่ม Enter

4. เมื่อระบบทำการเคลียร์แคชเสร็จจะเห็นข้อความดังนี้
Successfully flushed the DNS Resolver Cache

Windows 8 or 8.1:

คำสั่ง Flush DNS command บน Windows 8 and 8.1 เหมือนกับ Windows 7 and Vista เพียงแตกต่างกันที่เวลาเราเปิดโปรแกรม command prompt ขึ้นมาเฉย ๆ

1. กดปุ่ม Start ที่รูปหน้าต่าง   > Applications > พิมพ์ "Command prompt" ในช่องค้นหา




2. เมื่อเปิด Command Prompt ขึ้นมาแล้วจะปรากฏหน้าต่างพื้นหลังสีดำ ให้พิมพ์คำสั่ง 


ipconfig /flushdns จากนั้นกดปุ่ม Enter


3. เมื่อระบบทำการเคลียร์แคชเสร็จจะเห็นข้อความดังนี้
Successfully flushed the DNS Resolver Cache

Linus OS:

หนึ่งในวิธีการที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับการเคลียร์แคช เราจะใช้โปรแกรมชื่อว่า DNS-caching Linux applications (NSCD ย่อมากจาก Name Service Cachine Daemon). ถ้าเรามีโปรแกรม NSCD อยู่แล้วก็สามารถใช้คำสั่งนี้ได้เลย terminal/shell application: 

sudo /etc/init.d/dns-clean start 

sudo /etc/init.d/nscd restart


บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด

ผู้ให้บริการอีเมลโฮสติ้งสำหรับองค์กร

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ข้อความตีกลับ MX records point to non-existent hosts



ปัญหาที่ผู้ส่งพบคือ ส่งอีเมลออกไปยังปลายทางของบางโดเมนแล้วถูกตีกลับด้วยข้อความประมาณนี้

This message was created automatically by mail delivery software.

A message that you sent could not be delivered to one or more of its
recipients. This is a permanent error. The following address(es) failed:

name@domainname.com
all relevant MX records point to non-existent hosts or (invalidly) to IP addresses

ตามข้อความข้างต้น Error บอกว่าค่า MX Record ของปลายทางถูกชี้ไปที่ Host ที่ไม่มีอยู่จริง หรือถูกชี้ไปยัง IP Address ที่ไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งถ้าเราปิงเทสโดเมนดังกล่าว ก็จะสามารถปิงค่าได้ตามปกติ

วิธีตรวจสอบว่าค่า MX Record คือค่าใด 

เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ mxtoolbox.com และค้นหาจากชื่อโดเมนเนมก็จะพบว่าถูกชี้ไปที่ใด ดังตัวอย่าง

MX Lookup


ดูเหมือนว่า Server ปลายทางจะไม่ได้มีอะไรผิดปกติเพราะ Hostname, IP Address ก็สามารถปิงเทสได้ตามปกติ แต่ปัญหาดังกล่าวนี้ ความจริงแล้วต้องแก้ไขที่ Sender's Server ในส่วนของ Exim เพื่อตั้งค่าให้ผู้ส่งสามารถส่งไปยังปลายทางที่ใช้ IP Address เป็นค่า MX Record ได้

โดยใส่คำสั่งดังนี้  allow_mx_to_ip = true 

เมื่อนำคำสั่งนี้ไปใส่ในไฟล์ Exim.config แล้ว ทำการ Restart Service ก็จะสามารถใช้ Mail Server ของผู้ส่ง ส่งไปยังปลายทางที่มี IP Address เป็นค่า MX Record ดังกล่าวได้


บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด

ผู้เชี่ยวชาญการให้บริการ Email Hosting สำหรับองค์กร อันดับ 1 ของประเทศไทย

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

[Thunderbird] วิธีสร้าง Message filters เพื่อย้ายข้อความไปอยู่ใน Sub folder อัตโนมัติ

Message filters คืออะไร

ฟังก์ชั่นการทำงานของ Message filters ในโปรแกรม Mozilla Thunderbird นี้ จะเหมือนกับการสร้าง Rules ในโปรแกรม Microsoft Outlook ซึ่งเป็นลักษณะการสร้างเงื่อนไขข้อความขารับ เช่น ต้องการให้ข้อความของ Mr. A ที่ส่งมานั้น ย้ายไปอยู่ใน Sub folder ชื่อ Mr. A ที่เราสร้างขึ้นอัตโนมัติ

ประโยชน์ของ Message filters

ประโยชน์หลักของฟังก์ชั่นนี้ คือ เพื่อจัดประเภทข้อความใน Inbox ให้เป็นระเบียบ ถ้าไม่ต้องการให้ข้อความขาเข้าทุกอย่างมารวมกันอยู่ใน INBOX นั้น ก็ควรใช้ Message filters เป็นอย่างยิ่งเพื่อง่ายต่อการค้นหาข้อความเก่า ๆ


ตัวอย่างการใช้ Messages filters โดยจะตั้งเงื่อนไขดังนี้

1. ข้อความจาก Email account: tland.thailand@gmail.com ย้ายไปที่ Sub folder: TL Message อัตโนมัติ
2. ข้อความที่มีเนื้อหา Technology Land Co., Ltd. ให้ย้ายไปยัง Sub folder: TL Content อัตโนมัติ

ขั้นตอนการตั้ง Message filters


1. สร้าง Folder ใหม่ภายใต้ Folder: Inbox ขึ้นมา 1 โฟลเดอร์

คลิกขวาที่ INBOX จากนั้นเลือก New Folder....

2. ตั้งชื่อ Sub Folder ที่ต้องการ ตัวอย่างจะตั้งชื่อว่า "Mr. A"

ตั้งชื่อ Sub Folder จากนั้นคลิกปุ่ม Create Folder

3. ตั้งค่าให้ Menu Bar แสดงผลที่แถบด้านบนก่อน

คลิกขวาที่แถบสีฟ้าด้านบน จากนั้นเลือก Menu Bar

4. เปิดฟังก์ชั่น Message Filters

คลิกที่ Tools > Message Filters

5. จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างดังภาพ สามารถเริ่มสร้าง Filters ได้เลย

คลิกปุ่ม New....

6. สร้างชื่อฟังก์ชั่น และกำหนดเงื่อนไขดังนี้

1. ตั้งชื่อ Filter ของเรา
2. กำหนดเงื่อนไขว่า From > is > ชื่อบัญชีอีเมลของ Mr. A
3. กำหนดผลปลายทางว่าจะให้ข้อความย้ายไปที่โฟลเดอร์ใด เลือก
Move message to > Subfolder: Mr. A (ที่อยู่ใน Inbox)
4. กดปุ่ม OK เมื่อกำหนดค่าเสร็จ

7. จากนั้น Filter: Incoming_Mr.A ที่เราสร้างขึ้นจะปรากฏที่ Message Filters ซึ่งเราสามารถสร้างเงื่อนไขอย่างอื่นเพิ่มเติมได้อีก โดยการกดปุ่ม New... หรือเข้าไปแก้ไข Filter ที่ปุ่ม Edit

ปุ่ม Run Now ใช้สำหรับให้โปรแกรมทำการดึงข้อความไปยังโฟลเดอร์ปลายทาง
ตามเงื่อนไข Filter ที่เราสร้างขึ้นมาทันที (จะกดหรือไม่ก็ได้)

8. เมื่อกดปุ่ม Run Now โปรแกรมก็จะทำการดึงข้อความไปยังโฟลเดอร์ Mr. A ทันที โดยข้อความจาก Mr. A ที่จะเข้ามาในอนาคต ก็จะ Run ตาม Filter ที่เราสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ

ข้อความจากอีเมลของ Mr. A จะถูกย้ายมาเก็บที่ Sub Folder: Mr. A ทันที

บทความที่เกี่ยวกับ Mozilla Thunderbird


บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด

ผู้ให้บริการด้านบริการอีเมลโฮสติ้งที่ดีที่สุดของประเทศไทย

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

[Remove blacklist] วิธี Check/Remove: CBL

วิธีตรวจสอบ และ Delist CBL

1. เปิดเว็บไซต์ CBL เพื่อไป Lookup IP Address

กรอก IP Address ทีต้องการตรวจสอบ
กดปุ่ม LOOKUP

2. อ่านผลการตรวจสอบจะพบสาเหตุว่าเหตุใด IP Address เราจึงติด Blacklisted 


3. ตามตัวอย่าง IP ดังกล่าวติดไวรัสของ Trojan ดังนั้นเราจึงควรแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เรียบร้อยก่อนที่จะแจ้งขอ Delist CBL

เมื่อแก้ไขปัญหาแล้ว ให้ทำการคลิกที่ลิงค์
Click on this link to delist (Your IP Address)

4. หลังจากคลิกลิงค์แล้ว ระบบจะแจ้งว่าอยู่ในระหว่างการ Delist CBL ออก

การขอ Delist แบบนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถทำได้
ก็ต่อเมื่อเราได้แก้ไขปัญหาตามผลการตรวจสอบแนะนำแล้ว
ถ้าหากเราไม่แก้ไข แต่กดลิงค์ Delist ทันทีก็มีโอกาสที่ IP เราจะติด CBL ได้อีก

บริษัท เทคโนโลยี แลนด์ จำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ Email Hosting for enterprises


[ปัญหาอีเมล Blacklist] CBL คืออะไร


CBL คืออะไร?

CBL ย่อมาจากคำว่า Composite Blocking List เป็นแหล่งเก็บข้อมูลของการติดตั้ง SMTP Server ขนาดใหญ่ ซึ่ง IP Address ที่จะถูก CBL block ได้นั้นจะเป็นไอพีที่ส่งสแปม, ไวรัส, มัลแวร์ เป็นจำนวนมาก หรือประเภท Trojan-horse หรือ "stealth" spamware และโดยเฉพาะที่ตรวจจับได้ว่าเป็น botnets


ตรวจสอบ IP Address ว่าติด CBL หรือไม่

เปิดเว็บไซต์ http://www.abuseat.org/lookup.cgi

กรอก IP Address ที่ต้องการตรวจสอบจากนั้นกดปุ่ม LOOKUP

บริษัท เทคโนโลยีแลนด์ จำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ Email Hosting สำหรับองค์กร